ราตรีประดับดาว เถา

เพลงราตรีประดับดาว เถา

 

 

ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงฟังเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระจ้าวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์พินิต มีสำเนียงเป็นมอญบทร้องในตอนชั้นเดียวท่อนสุดท้ายมีว่า " ชื่อแขกมอญบางขุนพรหมนามสมญา ฉันได้มาจากวังบางขุนพรหม" มีพระราชประสงค์จะทรงแต่งเพลงในสำเนียงมอญอย่างนั้นบ้าง ก็ทรงเลือกได้เพลงมอญดูดาว ๒ ชั้น ของเก่าที่จำมาทรงพระราชนิพนธ์นี้เป็นเถาสำเนียงมอญ กับทรงพระราชนิพนธ์บทร้องขึ้นสำหรับร้องเป็นประจำโดยเฉพาะว่า

 

 

บทร้องเพลงราตรีประดับดาว

 

 

วันนี้ แสนสุดยินดี พระจันทร์วันเพ็ญ

 

ขอเชิญสายใจ เจ้าไปนั่งเล่น ลมพัดเย็นเย็น หอมกลิ่นมาลี

 

 

หอมดอกราตรี แม้ไม่สุดสี หอมดีน่าดม

 

เหมือนงามน้ำใจ แม้ไม่ขำคม กิริยาน่าชม สมใจจริงเอย

 

ชมแต่ดวงเดือน ที่ไหนจะเหมือน ได้ชมหน้าน้อง

 

พี่อยู่แดเดียว เปลี่ยวใจหม่นหมอง เจ้าอย่าขุ่นข้อง จงได้เมตตา

 

หอมดอกชำมะนาด กลิ่นไม่ฉูดฉาด แต่หอมยวนใจ

 

เหมือนน้ำใจดี ปรานีปราศรัย ผูกจิตสนิทได้ ให้รักจริงเอย

 

ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่ใหม่ในวังหลวง

 

หอมดอกแก้วยามเย็น ไม่เห็นใจพี่เสียเลยเอย

 

ดวงจันทร์หลั่นลดเกือบหมดดวง โอ้หนาวทรวงยอดชีวาไม่ปรานี

 

หอมมลิกลีบซ้อน อ้อนวอนเจ้าไม่ฟังเอย

 

จวนจะรุ่งแล้วนะเจ้าพี่ขอลา แสงทองส่องฟ้าสง่าศรี

 

หอมดอกกระดังงา ชิชะช่างน่าเจ็บใจจริงเอย

 

หมู่ภมรร่อนหาช่อมาลี แต่ตัวพี่จำจากพรากไปไกล

 

หอมดอกจำปี นี่แน่พรุ่งนี้จะกลับมาเอย ฯ

 

 

คำในบทร้องตอนหนึ่งที่ว่า "ขอเชิญเจ้าฟังเพลงวังเวงใจ เพลงของท่านแต่งใหม่ในวังหลวง" นั้น ก็เพื่อให้เป็นที่หมายรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ เพราะพระบรมมหาราชวัง (วังหลวง) เป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดิน แม้ความจริงเพลงนี้รัชกาลที่ ๗ จะมิได้ทรงแต่งในวังหลวง ก็ต้องทรงใช้ว่าวังหลวงตามสัญลักษณ์ และเป็นการเลียนล้อเพลงแขกมอญขุนพรหม ที่กล่าวมาแล้วด้วย

 

 

เมื่อทรงพระราชนิพนธ์สำเร็จเรียบร้อยทั้งทำนองดนตรีและบทร้องแล้ว ก็ทรงต่อเพลงนี้พระราชทานแก่ข้าราชการในกรมปี่พาทย์และโขนหลวง ครั้นซักซ้อมกันเรียบร้อยดีแล้วก็นำวงปี่พาทย์ไปบรรเลง ถวาย ณ วังสุโขทัย เพื่อทรงฟังตรวจแก้ไขอีก ๒ - ๓ ครั้งในครั้งแรกมีเจ้านายที่ทรงสามารถในการดนตรี อาทิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า ฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และกรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ ทรงร่วมฟังอยู่ด้วย ในระหว่างนี้ยังมิได้ทรงตั้งชื่อเพลงที่ทรงแต่งขึ้นใหม่นั้นว่ากระไร เจ้านายหลายพระองค์ต่างเสนอชื่อถวายต่าง ๆ กัน เช่น ดาวประดับฟ้า ดารารามัญ และอื่น ๆ ที่มีนัยเดียวกันนี้อีกหลายชื่อ แต่ก็ยังมิได้ทรงเลือกเอาชื่อไหน

 

 

ต่อมาวงมโหรีหลวงได้นำเพลงนี้ออกร้อง และบรรเลงส่งกระแสเสียง ณ สถานี 7 PJ ที่ศาลาแดง โดยประกาศชื่อเพลงนี้ว่า " เพลงราตรีประดับดาว" อันเป็นชื่อที่รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงคิดตั้งขึ้นเอง จึงเป็นการตกลงใช้ชื่อนี้ตลอดมา

 

 

เพลงราตรีประดับดาว เป็นเพลงแรกที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ และได้รับความนิยมแพร่หลายในวงการดนตรีไทยเป็นอันมาก เป็นเพลงที่มีทำนองและชั้นเชิงไพเราะน่าฟังเพลงหนึ่งในบรรดาเพลงไทยทั้งหลาย

 

 

ที่มา: http://baannapleangthai.com/04/04.htm